คนจนกับคนรวยคิดต่างกันอย่างไร

ทำอย่างไรเราถึงจะ “รวย” คำถามนี้คงเป็นคำถามของใครหลายๆคนที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต สิ่งที่ ขอแนะนำเพื่อปรับตัวตอนรับความรวยที่กำลังจะเข้ามาคือ “ความคิด” บางครั้ง “ความรวย=มั่งมี” กับ “ความจน=ไม่มี” แตกต่างกันเพียงแค่ความคิด ความคิดเป็นตัวกำหนดการกระทำ โดยการกระทำก็จะสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ ถ้าเราคิดในแบบที่คนรวยคิดกันเราก็มีโอกาสที่ ชีวิตดีและมีฐานะดีขึ้น แต่ถ้าวันๆเราคิดไม่ดี คิดในแง่ลบ แล้วเราจะไปหาความรวยได้จากที่ไหน วันนี้ จึงอยากเสนอข้อคิดดีๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังกันทุกคน

ทำไมถึง “จน” เพราะคุณยังมีความคิดแบบคนจนที่ยังไม่พัฒนา TerraBKK รวบรวมความคิดและทัศนคติของคนจน แล้วนำมาเปรียบเทียบระหว่าง คนจน กับ คนรวย ว่าคิดต่างออกไปอย่างไร

คิดลบทุกเรื่อง (Negative Thinking) ความคิดแง่ลบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดการดำเนินชีวิตให้ตกต่ำลง เพียงแค่แวบแรกที่คุณคิดลบ มันจะปิดกั้นการกระทำที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของคุณในทันที เพราะคุณก็จะหาวิธีการทำแต่อะไรที่แย่ๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ แตกต่างกับคนรวย ที่ความคิดส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะความคิดบวก (Positive Thinking) ยกตัวอย่างเช่น คำพูด “ไม่ได้ กับ ได้” คนที่คิดลบ ที่พูดว่า ไม่ได้ เหมือนเป็นการปิดกันทางความคิดและการกระทำของเราให้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเราคิดว่า ได้ จะเป็นการเปิดรับความคิด การเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาตนเองไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงแม้สิ่งที่เราทำจะไม่สำเร็จแต่อย่างน้อยเราได้ลองทำ ลองเรียนรู้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือประสบการณ์นั่นเอง

ไม่คว้าโอกาส “คนรวยมองหา โอกาสคนจนมองหา อุปสรรค” คำพูดนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดีถึง การโฟกัสทางความคิดที่แตกต่างกันทำให้บางครั้งเราพลาดสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตไปอย่างน่าเสีย บางครั้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาอาจจะไม่กลับมาให้อีกเป็นครั้งที่สอง เหตุผลที่เราไม่คว้าโอกาสนั้นไว้มีเพียงแค่เหตุผลเดียวคือ คือ “อุปสรรค” ที่ทำให้เรากลัวไม้กล้าที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดให้เหมือนอย่างคนรวยที่มักจะไม่ปล่อยโอกาสที่เข้ามาถึงให้หลุดมือ ถึงแม้คนรวยเหล่านี้จะต้องเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆมากมาย แต่พวกเขามองอุปสรรคต่างๆเป็นเรื่องเล็กแล้วส่วนใหญ่อุปสรรคเหล่านั้นก็สามารถผ่านพ้นไปได้

มีรายได้เพียงช่องทางเดียว คนจนมักจะมีรายได้จากงานประจำเพียงช่องทางเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้ แตกต่างกับคนรวย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่แล้วรายได้ไม่ได้มาจากการทำงานเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนรวยส่วนใหญ่จะกระจายรายได้ในหลากหลายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี รายได้ไม่ได้มาจากธุรกิจน้ำเมาเพียงอย่างเดียว ยังมีรายได้มาจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเครื่องดื่ม ของกินเล่น เป็นต้น ทำให้เวลาธุรกิจหนึ่งทรุดตัวลงก็ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งคอยประคองรายได้ไม่ให้หายไปจนขาดมือซึ่งถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะพยายามค้นคว้าหาความรู้เปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่และยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น การวางตัวในลักษณะนี้จึงทำให้เกิดการพัฒนาเปิดรับมุมมองใหม่ๆตลอดเวลา แตกต่างกับคนจน ที่มักคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ฉลาดแล้ว อีโก้ไม่ยอมฟังผู้อื่น ความคิดลักษณะนี้จะเป็นการสั่งสมองไม่ให้รับฟังความคิดเห็น ไม่เรียนรู้เพิ่มเติม สุดท้ายจะทำให้เราไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอดีตเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่

ไม่มีวินัย วินัยในที่นี้ หมายถึง วินัยในการทำงานและวินัยทางการเงินวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญของคนที่ต้องการรวยหรือต้องการที่จะประสบความสำเร็จ เราจึงฝึกวินัยให้ติดตัวเราไปตลอด วินัยจะช่วยให้เรามีระเบียบในการดำเนินชีวิตไม่ออกนอกลู่นอกทางและเป็นการสร้างโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้มีมากยิ่งขึ้นด้วย การฝึกให้ตัวเองมีวินัยในช่วงแรกอาจจะเป็นอะไรที่อึดอัด แต่เมื่อทำไปทุกวันแล้วจะติดตัวเราไปเอง เราจะสังเกตได้ว่า คนจน ทำไมถึงไม่รวยซักที เพราะไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่รู้จักเก็บออม ใช้จ่ายเกินตัว ใช้เงินผ่อนยืมเงินอนาคตมาใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งไม่ก่อเกิดรายได้มาจุนเจือดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการขาดวินัยทั้งสิ้น ถ้าเป็นแบบนี้ทำอย่างไรก็ไม่รวยซักที ดังนั้นจึงต้องมองกลับมาทำไมคนรวยถึงรวยแล้วรวยขึ้นไปอีก เพราะคนเหล่านี้ มีแผนในการบริหารเงินที่ดี ทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปมีเหตุผลเสมอ และที่น่าสังเกตบุคคลเหล่านี้มักจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่อวดรวย ทำตัวเรียบเงียบในสังคม คำตอบก็คือคนเหล่านี้มี วินัยทางการเงิน วินัยด้านการทำงาน

ตัวอย่างบุคคลที่เป็นแบบอย่าง เช่น คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ ถึงแม้จะเป็นทำธุรกิจกระทิงแดง จนประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐี แต่คุณเฉลียวก็ยังคงทำตัวเรียบง่าย ขับรถเบนซ์เก่าๆไปทำงาน ตรวจโรงงาน คุมงาน อย่างพนักงานทั่วไป และไม่มีลักษณะการจับจ่ายใช้สอยฟุ้งเฟ้อแม้แต่น้อย

อิจฉาผู้ที่ได้ดีกว่าตนเอง ผู้ที่อิจฉาผู้อื่นที่ได้ดีกว่ามักจะพลาดโอกาสดีๆที่จะได้เรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคนจนก็จะคบค้าสมาคมกับคนระดับเดียวกัน จนเหมือนกัน เพราะเราอิจฉาคนที่รวยกว่าเรา จึงต้องอยู่แบบจนๆต่อไป แต่กลับกัน คนรวยมักจะค้าสามาคมกับรวย และมักจะแลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โลกจะดูกว้างขึ้นและมีโอกาสดีๆเข้ามาเสมอๆ

คิดได้แต่ไม่ลงมือทำ ความแตกต่างของคนเราอยู่ที่เราจะเริ่มลงมือทำเมื่อไร คนจนมักจะคิดเล็กคิดน้อย จะเริ่มก็ไม่เริ่มเพราะแต่คิดถึงอุปสรรค ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เริ่มไม่ลงมือทำ แต่คนที่จะประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่ไม่คิดคนรวยก็ต้องเผชิญกับอุปสรรค เผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน แล้วอะไรคือทำให้คนรวยกล้าที่จะลงทุนกล้าที่จะลงมือทำ นั้นก็คือ “การลดความเสี่ยง” ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงค่อยเริ่มที่จะทำมันให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

คิดเล็กไม่คิดใหญ่ คนจนมักจะคิดอะไรเล็กๆ แค่จะคิดให้ใหญ่ยังไม่กล้าคิด ขนาดของความสำเร็จถูกกำหนดจากขนาดของความเชื่อ ถ้าคิดอะไรเล็กๆก็จะได้แต่อะไรเล็กๆ เพราะสมองคุณถูกสั่งให้คิดที่จะได้เพียงแค่นั้น ถ้าคุณคิดใหญ่มันจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา จึงทำให้บุคคลผู้ที่จะประสบความสำเร็จ มักจะมีความเชื่อและมีความมั่นใจที่จะอะไรใหญ่ๆ และเชื่อว่าต้องประสบความสำเร็จและได้เตรียมแผนไว้สำหรับอนาคตว่าธุรกิจสามารถโตได้ขนาดไหนสามารถต่อยอดสิ่งที่กำลังทำได้มากน้อยเพียงใด

ทำงานเพื่อเงินไม่ได้ให้เงินทำงาน (วลีนี้ฮิตของผู้ที่ใฝ่หาความสำเร็จ) ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน คือ “การเก็บออมแล้วนำเงินนั้นไปสร้างรายได้” คนจนมักแต่คร่ำเคร่งที่จะทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำแต่สุดท้ายไม่มีเงินเก็บออมเพื่อสร้างรายได้กินดอกผลต่อไป (ทำงานเพื่อเงิน) แต่คนรวยคิดตรงกันข้ามกับคนจน เงินที่หามาได้ต้องรู้จักบริหารเก็บบางส่วนออมและส่วนที่เหลือเอาไว้สำหรับใช่จ่ายตามปกติ สิ่งที่ได้คือ เงินก้อนที่เติบโตจากการเก็บออมเอาไว้ลงทุนกินดอกผลต่อไป ไม่ว่าจะลงทุนใน สินทรัพย์มีค่า หุ้น ที่ดิน ทำธุรกิจ เป็นต้น (ให้เงินทำงาน) คนเริ่มออมก่อมักจะได้เปรียบกว่าคนที่ออมช้าหลายเท่าจากประโยชน์ของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเป็นเคล็ดลับด้านการลงทุนอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุดคือ Warrant Buffet นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก Buffet ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี (เขารู้สึกเสียใจที่เริ่มต้นช้าไป) และปัจจุบันได้เป็นต้นแบบนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย ถึงแม้ Warrant Buffet จะร่ำรวยแล้วยังเป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ จำนวนกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 85 ของทรัพย์สินเพื่อการกุศล

คุณคิดว่า “นิสัย” ที่แตกต่างระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” มีอะไรบ้าง

จากเว็บ pantip
ความคิดเห็นที่ 18
สิบข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง

ข้อหนึ่ง เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็น เวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่ มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวย กล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถ สร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความ ผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ม ค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำ ไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อย กว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อย บอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนใน ทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็น หลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขา จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

และสุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

ความคิดเห็นที่ 13
ประสบการณ์ตรงผมเลยคับ
ผมทำงานขายของ ติดต่อลูกค้าเยอะมากหลายแบบ
นักศึกษา คนค้าขาย เจ้าของธุรกิจ ดารา เชื้อพระวงศ์
คนจน-รวย
ต่างกันตรงที่
คนรวย 2 ประเภท
1.คนที่มีจริงๆ จะใช้ชีวิตปกติ พูดคุย ปกติ ไม่ดูถูกคนอื่น เห็นใจคนอื่น แบรนด์เนม แต่ไม่อวด ใช้ปกติ ประเภทนี้หาเจอน้อยมาก
2.รวยจริง แต่เชิด จะคุยจิกๆ ขี้อวด พูดให้ตัวเองดูดี จะเป็นคน 2 บุคลิก ไม่ลดตัวคุยคนต่ำกว่า จัดเต็มตลอดไม่ว่าไปไหน แบรนด์เนมเต็มตัว ก็ฉัน รวย
คนจน ก็มี 2 แบบ
1.จน แบบเจียมตัว พูดจาดี ใช้สินค้าตามกำลังตัวเอง ช่วยเหลือคนอื่น ไม่โอ้อวด ทำตัวปกติทั่วไป
2.จน แบบไฮโซ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกันแบบนี้ส่วนใหญ่ ใช้ของก๊อปปี้ ลุย ปลาร้า กุดจี่ สะพายเข้าไปคิดว่าคนอื่นมองไม่ออก คิดว่าตัวเองดูดีกว่าคนอื่น ถือโทรศัพท์ 1 เครื่อง คิดว่าตัวเองใช้รุ่นที่แพงมาก แต่เสื้อผ้า หน้าผม ไปทำให้ดูดีกว่าไหม? กาแฟ 1 แก้ว เดินไปทั่วทั้งที่ “แก้วเปล่า” ดูดอยู่นั่นแหละ เชิดมาก…แล้วชอบดูถูกคนอื่นมากด้วย จิกกัด อวดแบ่ง ชอบจับผิดคนอื่น ทั้งๆที่เขาควรจะอายนะ บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
มึน…งง
***อันไหนเพชร พลอย กรวดดูง่ายคับสมัยนี้ ของใช้แบรนด์เนม ไม่ได้ทำให้ค่าความเป็นคนสูงเลย ใช้ชีวิตให้มีความสุข ทุกวันเถอะครับ อย่าพยามเลย มันเหนื่อยนะผมว่า อะไรทำแล้วสบายใจ ทำไปไม่เดือดร้อนใคร จัดไป อย่าดูถูกคนอื่น คนเราพื้นฐานทางสังคมไม่เท่ากันนะคับ

ความคิดเห็นที่ 12
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคของคนครับ จนหรือรวยไม่เกี่ยว
บางคน รายได้ต่ำ รสนิยมสูงก็มี ชอบซื้อสินค้า Brand Name สื่อมีผลโดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคสินค้า
บางคน รายได้สูง รสนิยมต่ำก็มี ไม่ซื้อสินค้า Brand Name สื่อไม่มีผลโดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคสินค้า
สุดท้าย คำว่า รวยและจน แต่ละคนให้คำจำกัดความไม่เหมือนกันนะครับ “แต่ละคนเห็นค่าของเงินไม่เท่ากัน”

ความคิดเห็นที่ 16
-คนรวย เป็นพวก VI …คนจนเป็นพวก Day Trade
-คนรวยชอบซื้อหุ้นตอนตลาดแตก ใครๆทิ้งหุ้นกันหมด ราวกับว่าโลกจะสิ้นสุดพรุ่งนี้ …คนจนชอบซื้อหุ้นตอนมันกำลังพุ่งๆๆ
-คนรวยจะขายหุ้นตอนหุ้นกำลัง พุ่งๆๆ …คนจนจะขายหุ้นตอนมันตกติดพื้น เมื่อตลาดแตก
-คนรวยชอบซื้อหุ้นพื้นฐานดี …คนจนชอบซื้อหุ้นเน่า
-คนรวยลงทุนอย่างมีระเบียบวินัยของตนเองที่แน่ใจแล้ว …คนจนลงทุนตามคำแนะนำของคนอื่นๆและตามข่าว
-คนรวยควบคุมและชนะ ความโลภ และความกลัวในใจของตนได้ …คนจนจะพ่ายแพ้ต่อความโลภและความกลัว
-คนรวยจะปกปิดทรัพย์สมบัติของตนเอง …คนจนชอบโอ้อวดสมบัติของตน {ข้อนี้อ่านเจอมาจากคัมภีร์อรรถกถาของศาสนาพุทธ เล่มใดเล่มหนึ่ง …กล่าวว่า บุคคล 3 ประเภทจะปกปิดคุณสมบัติหรือทรัพย์สมบัติของตนเอง ตามธรรมชาตินิสัย คือ 1. เศรษฐีมีปกติจะปกปิดทรัพย์สมบัติของตน , 2. พญานาคมีปกติจะซ่อนแก้วมณีไว้ใจกลางดือสมุทร(ถ้ำที่อยู่ที่ส่วนลึกสุดของมหาสมุทร), 3. พระอริยะเจ้ามีปกติซ่อนเร้นคุณธรรมที่ตนเองได้บรรลุแล้ว

นี้คือความเเตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวย

คนส่วนใหญ่มักจะ หางาน ทำเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม วันนี้เรามอง หางาน  จากงานที่เราต้องการ ส่วนมากมักจะ หางาน ในที่ต่างๆ แต่ในอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นอีกที่หนึ่งที่คุณสามารถ หางาน เพื่อทำเงินกับมันได้ เพียงแค่คุณเปิดใจที่จะ หางาน ทำได้ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ทางไหน จุดเริ่มต้นอยู่ที่เรา หางาน กันทั้งหมด งานออนไลน์ ก็เป็นงานหนึ่งที่น่าจับตามอง


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
www.000webhost.com